ปกติแล้ว sync กับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวจะดีที่สุด ไม่สับสน แต่ถ้าต้องการจะ sync กับคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องจริงๆ ก็มีวิธีครับ และวิธีนี้ถ้าจะให้ดีควร sync music/video แบบ Manually managed


วิธี sync iPhone กับคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง (หรือหลายเครื่องก็ยังได้) สามารถทำได้โดยแก้ไข Library Persistent ID ที่ iTunes เก็บไว้ให้ตรงกัน ID ที่ว่าจะถูกเก็บอยู่ในไฟล์ 2 ไฟล์ ไฟล์หนึ่งเป็น text อีกไฟล์หนึ่งเป็น binary เมื่อแก้ ID ของเครื่องที่สองให้ตรงกับเครื่องที่หนึ่ง ก็จะสามารถ sync ได้ทั้งสองเครื่อง ให้ทำตามนี้ครับ

เนื่องจากเป็นการไปยุ่งกับไฟล์ของ iTunes ดังนั้น การทำควรรอบคอบระมัดระวังด้วย ถ้าจะให้ดีก็ backup ไฟล์ที่ไปยุ่งไว้ด้วย

สมมติให้ iPhone sync อยู่กับคอมพิวเตอร์ A อยู่เดิม และต้องการให้ sync กับคอมพิวเตอร์ B ด้วย


ในนี้จะแยกเป็น 2 เครื่อง ครับ เครื่อง A กับเครื่อง B แต่ว่า มันมี 4 กรณีครับ คือ

1. เครื่องAเป็นแมค - เครื่องB เป็น แมค

2. เครื่องAเป็นแมค - เครื่องB เป็น วินโดวน์

3. เครื่องAเป็นวินโดวน์ - เครื่องB เป็น แมค

4. เครื่องAเป็นวินโดวน์ - เครื่องB เป็นวินโดวน์

อ่านแล้วอาจดูสับสนได้ครับ ต้อง ดู หัวข้อดีดีครับ


ถ้าใช้ MAC เครื่องหลัก: [เครื่อง A]

1.เปิด finder ขึ้นมาจาก Dock ครับ [คลิกไอค่อนดังภาพ]



2.เลือก Go menu เลือก go to folder



3. ใส่ ~/Music/iTunes ลงในช่อง แล้วกด Go



4. double cilck ไฟล์นี้ iTunes Music Library.xml แล้วเลือก open it in TextEdit



5. ดูค่า Library Persistent ID key 16 ตัว ตามภาพ แล้ว copy เก็บเอาไว้ใช้ในขั้นตอนต่อไปครับ





ถ้าใช้ WINDOWSเป็นเครื่องหลัก : [เครื่อง A]

1. ไปที่ start เลือก music



2. double click โฟลเดอร์ itune



3.Double click ไฟล์ iTunes Music Library.xml เปิดโดยใช้ Notepad



4.ดูค่า Library Persistent ID key ตามภาพ แล้วCopy เก็บไว้ครับ ไว้ใช้ในขั้นตอนถัดไป

ดังภาพเป็นเลข 20F830293962CBA4





ถ้าเครื่องที่จะนำมา sync เป็น MAC : Mac [เครื่อง B] ทำตามนี้

1.เปิด finder ขึ้นมาจาก Dock ครับ [คลิกไอค่อนดังภาพ]



2.เลือก Go menu เลือก go to folder



3. ใส่ ~/Music/iTunes ลงในช่อง แล้วกด Go



4. backup ไฟล์ iTunes Music Library.xml และ iTunes Library โดยกด Command+c then Command+v บนคีย์บอร์ด





5.Double click ไฟล์ iTunes Music Library.xml



6.เปลี่ยน Library Persistent ID ให้เหมือนกับเครื่อง A ครับ และ save ไฟล์ครับ

เช่น ถ้าเลขLibrary Persistent IDของเครื่อง A เป็น 20F830293962CBA4

ก็ให้เปลี่ยนเครื่องที่ B จาก D501EB4887717F8F ---> 20F830293962CBA4





7. เปิด iTunes Library โดย HexEditor download HexEdit from downloads

8. หลังจากเปิดHexEditor ให้ search ใส่ Library Persistent ID เลขเดิมก่อนเปลี่ยนของเครื่อง B ดังภาพ



9. หลัง search เจอดังภาพแล้ว ให้นำเลข Library Persistent ID ของเครื่องที่ A มาใส่ทับเลยครับ อย่าใช้วิธี copy/paste แต่ให้พิมพ์ลงไปด้วย keyboard เมื่อแทนที่เสร็จแล้ว save ไฟล์





10. หลังจากนั้นเปิด itune ต่อ ไอโฟนกับคอมพิวเตอร์เครื่อง B เพื่อที่จะ sync

โดยติ๊กที่ช่อง Manually manage music and videos ในแท๊บ sammary ครับ

แค่นี้ข้อมูลก็ไม่หายแล้วครับ











ถ้าเครื่องที่จะนำมา sync เป็น WINDOWS : window [เครื่อง B] ทำตามนี้

1. ไปที่ start เลือก music



2. double click โฟลเดอร์ itune



3.backup ไฟล์ iTunes Music Library.xml และ iTunes Library.itl โดยกด press Control+c then Control+v บน keyboard





4. เปิดไฟล์ iTunes Music Library.xml โดย notepad

เปลี่ยน Library Persistent ID ให้เหมือนกับเครื่อง A ครับ และ save ไฟล์ครับ

เช่น ถ้าเลขLibrary Persistent ID ของเครื่อง A เป็น D501EB4887717F8F

ก็ให้เปลี่ยนเครื่องที่ B จาก 20F830293962CBA4 ---> D501EB4887717F8F





5.เปิด iTunes Library.itl โดย HexEditor download HexEdit from downloads



6. ให้ search ใส่เลข Library Persistent ID เลขของเครื่อง B เลขเดิมก่อนเปลี่ยน ดังภาพ



7.หลัง search เจอดังภาพแล้ว ให้นำเลข Library Persistent ID ของเครื่อง A มาใส่ทับเลยครับ อย่าใช้วิธี copy/paste แต่ให้พิมพ์ลงไปด้วย keyboard เมื่อแทนที่เสร็จแล้ว save ไฟล์





8.หลังจากนั้นเปิด itune ต่อ ไอโฟนกับคอมพิวเตอร์เครื่อง B เพื่อที่จะ sync

โดยติ๊กที่ช่อง Manually manage music and videos ในแท๊บ sammary ครับ

แค่นี้ข้อมูลก็ไม่หายแล้วครับ





ปัญหากวนใจที่อาจจะเกิดขึ้นจากการ sync คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง คือ เวลาเราลบ App อะไรออกไป และ sync กับเครื่องหนึ่งแล้ว ก่อนจะไป sync กับอีกเครื่อง ควรจะลบ App ที่เราไม่ต้องการนั้น ออกจาก iTunes เสียก่อน (หรือจะติ๊กออกโดยไม่ลบก็ได้) มิฉะนั้น มันจะ sync กลับเข้าไปใน iPhone ใหม่ให้เรารำคาญใจ เพราะต้องลบกันอีกเที่ยว


ขอบคุณ ภาพ จาก iclarified.com และคำชี้แนะจากคุณ supinr
การตรวจสอบไฟล์งาน

      การตรวจสอบไฟล์งาน มีประโยชน์กับการทำงานในส่วนของโรงพิมพ์ เนื่องจากไฟล์งานที่มีความสมบูรณ์จะช่วยลดความผิดพรากที่จะเกิดขึ้น เช่น ความคมชัดของรูปภาพรูปแบบฟอนต์ ขนาดงาน รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการนำไฟล์งานไปเปิดในเครื่องอื่นหรือการเปิดไฟล์งานด้วย โปรแกรมที่มีเวอร์ชันต่างกันได้ สิ่งต่างๆ ที่ควรทำการตรวจสอบ คือ
      1. รูปภาพ ภาพที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์เป็นสีระบบ CMYK โดยไปที่เมนู Image > Image Size….. รูปที่ใช้ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดงาน เพราะการย่อหรือขยายรูปเมื่อนำงานไปพิมพ์แล้วจะทำให้รูปไม่ชัด โดยไฟล์ภาพที่นิยมใช้กับงานพิมพ์คือ TIFF, PSK, PSD, BMP, JPIG
    2. ฟอนต์ หลังจากตรวจสอบความถูกต้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรทำการ Create Outlines โดย ไปที่เมนู Type > Create Outlines เนื่องจากการนำไฟล์งานไปเปิดในเครื่องอื่นถ้าเครื่องเครื่องนั้นไม่มีฟอนต์ ที่ใช้ในงานอยู่ โปรแกรมจะนำฟอนต์อื่นมาแสดงผลแทน
   3. สี โหมดสีที่ใช้ในไฟล์งานและ Document Color Mode ต้องเป็น CMYK ซึ่งสามารถตรวจสอบ           Document Color Mode ได้โดยดูที่มุมซ้ายบนของหน้าต่างงานว่าเป็น CMYK Color (กรเปลี่ยนแปลง Document Color Mode ในภายหลังจะทำให้ค่าสีที่ใช้งานทีการเปลี่ยนแปลง) Brush ถ้ามีการใช้ Brush ในการวาดรูปควรทำการแปลงให้เป็นลายเส้น โดยไปที่เมนู Object > Expand AppearanceSymbol การใช้ Symbol ต้องแปลงให้เป็นลายเส้น โดยไปที่ เมนู Object > Expand..
      Crop Mark การกำหนดแนวเส้นในการตัดเจียนกระดาษ เพื่อบอกถึงขอบเขตงานที่ใช้จริง หลังจากพิมพ์งานเสร็จ โรงพิมพ์จะนำงานไปตัดโดยตัดตามเส้นตัดที่กำหนดไว้ในไฟล์งาน

การสร้าง Crop Area และ Crop Marks
     - สร้างเส้นตัดได้โดยในขั้นแรกให้สร้างกล่องสี่เหลี่ยมที่มีขนาดเท่ากับขนาด งานของท่าและคลิกเอกกล่อสี่เหลี่ยมไว้ หลังจากนั้นเลือกการสร้างเส้นตัดซึ่งมี 2 แบบ ดังนี้
      - แบบ Crop Area : ในเมนู Object > Crop Area > Make เนื่องจาก Crop Area เมื่อสร้างขึ้นแล้วจะไม่สามารถคลิกได้ ถ้าต้องการลบทิ้งให้ไปที่เมน Object > Crop Area > Release การใช้ Crop Area ใช้ได้กับรูปทรงสี่เหลี่ยมเท่านั้น และเส้นตัดที่ได้จะมองเห็นเฉพาะในโปรแกรมเท่านั้นถ้าพิมพ์งานออกมา ดูจะมองไม่เห็นเส้นตัด
      - แบบ Crop Marks : ไปที่เมนู Filter > Create > Crop Marks การใช้ Crop Marks เส้นตัดที่ได้มาจะสามารถคลิกเลือกได้ และสามารถใช้กับรูปทรงอื่นได้อีกด้วย
       การเผื่อเนื้อที่ในการตัดเจียนขอบกระดาษ ในกรณีที่ชิ้นงานมีพื้นสีหรือรูปภาพวางอยู่ที่ขอบของเนื้องาน ควรทำการขยายพื้นที่ออกไปจากขอบเขตงานจริงประมาณ 3 มิลลิเมตร เนื่องจากงานที่พิมพ์ เสร็จเมื่อนำไปตัดอาจมีการเหลื่อมซึ่งจะก่อให้เกิดการเหลื่อมขาวขึ้น

การเตรียมไฟล์ส่งโรงพิมพ์
      โดยทั่วไปการส่งไฟล์ให้กับโรงพิมพ์มักจะใช้การเขียนลง CD หรือ DVD ไฟล์ที่ต้องรวบรวมประกอบด้วย    ไฟล์ งาน อาจจะส่งเป็น 2 ไฟล์คือ ไฟล์ที่ได้ Create Outlines แล้ว และไฟล์ที่ยังไม่ได้ Create Outlines เพื่อใช้ในการแก้ไขภายหลังรูปภาพ รวบรวมรูปภาพที่ใช้ในไฟล์งานทั้งหมด ทั้งรูปที่ Link และไม่ Link ท่านสามารถตรวจสอบว่ารูปใดที่ใช้ในไฟล์งานบ้างได้จาก Palette Linkฟอนต์ ควร Save ฟอนต์ทุกตัวที่ได้ใช้ประกอบภายในหน้างานส่งไปยังโรงพิมพ์ด้วย เพื่อรองรับความผิดพลาด หรือการแก้ไขไฟล์งานเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งก่อนการ Create Outline จะสามารถตรวจดูได้ว่าฟอนต์ที่ใช้ในงานมีฟอนต์ใดบ้างที่เมนู Type > Find Font… ฟอนต์ที่ใช้ทั้งหมดจะอยู่ในช่อง Fonts in Document ใบพรินต์งาน (ตัวอย่างชิ้นงาน) เป็นงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ควรทำการพิมพ์ ส่งไปเป็นตัวอย่างเพื่อให้โรงพิมพ์ตรวจสอบความถูกต้องด้วย

การ Save ไฟล์จากโปรแกรม Illustrator CS3
      ในโปรแกรม Illustrator นั้น สามารถเซฟไฟล์งานได้หลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบันคือ ไฟล์ AI เป็นไฟล์ที่ใช้ได้กับโปรแกรม Illustrator เท่านั้น

วิธีการสร้างไฟล์ AI
          - ไปที่เมนู File > Save As… ในช่อง Save as Type เลือก Format เป็น AI ตั้งชื่อไฟล์ และระบุตำแหน่งสำหรับจัดเก็บ
         - จากนั้นกดปุ่ม Save หน้าต่าง Illustrator Options จะเปิดขึ้นมาสามารถเลือกเซฟไฟล์เป็นเวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้ที่ช่อง Version ไฟล์ EPS เป็นไฟล์กราฟิกในสมัยแรกๆ ที่ใช้ในงานสิ่งพิมพ์ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีการใช้กันอยู่ เป็นไฟล์ที่สามารถนำไปใช้ได้กับโปรแกรมกราฟิกทุกโปรแกรม

วิธีการสร้างไฟล์ EPS
          - ไปที่เมนู File > Save As.. ในช่อง Save as Type เลือก Format เป็น EPS
          - ตั้งชื่อไฟล์และระบุตำแหน่งสำหรับจัดเก็บ จากนั้นคลิกปุ่ม Save หน้าต่าง EPS Options จะเปิดขึ้นมา
        - สามารถเลือก Save ไฟล์เป็นเวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้ที่ช่อง Version ในส่วน Options สามารถสั่งให้      โปรแกรมทำการฝังรูปที่ Link ไว้ทั้งหมดได้ โดยการคลิกเลือกคำสั่ง Include Linked Files
          - คลิกปุ่ม OK
       ปัจจุบันในวงการสิ่งพิมพ์เริ่มหันมาสนใจรูปแบบไฟล์ PDF กันมากขึ้นจึงได้มีการตั้งมาตรฐานของไฟล์ PDF เพื่อใช้ในขั้นตอนของการผลิตสิ่งพิมพ์ โดยใช้ชื่อว่า PDF/X ไฟล์ PDF/X มีการแบ่งออกเป็น PDF/X-1, PDF/X-2, PDF/X-3 แต่ไฟล์ที่ผ่านการรับรองและนำมาใช้ได้กับระบบงานพิมพ์แล้ว คือ PDF/X-1a และ PDF/X-3 โดยมีข้อกำหนดคือ จะต้องมีการฝังฟอนต์ทุกฟอนต์ในไฟล์ PDF จะต้องมีการระบุขอบเขตของหน้างานไม่มีการกำหนด Security รองรับระบบสี CVYK และ Spot (กรณี PDF/X-1a) และรองรับการจัดการสี (กรณี PDF/X-3)

วิธีการสร้างไฟล์ PDF/X จาก Photoshop CS3 หรือ Illustrator CS3
           - ไปที่เมนู File > Save As ในช่อง Save as Type เลือก Format เป็น PDF ตั้งชื่อไฟล์ และระบุ          ตำแหน่งสำหรับจัดเก็บ จากนั้นคลิกปุ่ม Save หน้าต่าง Save Adobe PDF จะเปิดขึ้นมา ในส่วนของ Adobe PDF Preset เลือก [PDF/X-3:2002] โดยเลือกให้ตรงกับระบบงานของท่าน ที่ช่อง Standard เลือก PDF/X-1a 2001 หรือ PDF/X-3 2002 และที่ช่อง Compatibility เลือกเป็น Acrobat 4 (PDF 1.3)
           - คลิกปุ่ม Save PDF

ขั้นตอนการพิมพ์
     ในขั้นตอนการพิมพ์ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ
 
1.ขั้นตอนก่อนการพิมพ์ (Pre - Press) ประกอบไปด้วย
           - การออกแบบงาน
           - การแยกสี เป็นการนำไฟล์งานมาแยกเป็นสีพื้นฐานสำหรับงานพิมพ์ คือ ฟ้า, แดง, เหลือง, ดำ การถ่ายฟิล์ม ผลที่ได้จากการถ่ายฟิล์มคือแผ่นฟิล์มแยกสี 4 แผ่ตามสีพื้นฐานแต่ละสี ในกรณีที่มีการใช้สีพิเศษ (Pantone)
          จำนวนแผ่นฟิล์มแยกสีแผ่นตามสีพื้นฐานที่ใช้ในส่วนการถ่ายฟิล์มนี้ต้องกำหนด ชนิดของเม็ดสกรีนให้เหมาะกับชนิดของกระดาษและเครื่องพิมพ์ เม็ดสกรีนที่ใช้ในปัจจุบันมี AM, FM, XMAM Screening (Amplitude Modulation): ลักษณะที่สำคัญของเม็ดสกรีน AM คือ เป็นเม็ดสกรีนที่มีองศาสกรีน มีความละเอียดของเม็ดสกรีนเป็นค่า LPI (Line per Inch) ความละเอียดของเม็ดสกรีนมีผลต่อการพิมพ์ลงบนกระดาษ ดังนั้นจึงต้องเลือกกระดาษให้เหมาะสมFM Screening (Frequency Modulation) : เม็ดสกรีน FM ไม่มีองศาของเม็ดสกรีนเหมาะสำหรับงานที่ต้องการแก้ปัญหาตาเสื่อ ดอกจันต่างๆ แต่ไม่เหมาะกับงานประเภทสีผิวคน (Skin Tone) มีความละเอียดของเม็ดสกรีนเป็น Micron (1 Micron = 1/100 มม.)XM Screening (Cross Modulation) : เม็ดสกรีน XV เป็นเม็ดสกรีนชนิดใหม่สร้างขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้เม็ดสกรีน AM และ FM โดยเป็นการผสมกันระหว่างเม็ดสกรีน AM และ FM ความละเอียดของเม็ดสกรีนเป็น LPI เช่นเดียวกับเม็ดสกรีน AM การอัด Plate แบ่งได้ 2 ระบบ
           - ระบบ CTF (Computer To Film) คือ ระบบการทำ Plate โดยผ่านการทำฟิล์มขึ้นมาก่อนแล้วจึงนำฟิล์มที่ได้ไปทำ Plate ด้วยเครื่องอัด Plate ระบบแสง ระบบ CTP (Computer To Plate) การทำ Plate ในระบบนี้เป็นการทำงานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปสู่ Plate โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการทำฟิล์มก่อนการทำปรู๊ฟ (Proofing) เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในส่วนของการเตรียมพิมพ์เนื่องจากแผ่นปรู๊ฟจะใช้ ในการตรวจสอบความถูกต้องของงานทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก การปรู๊ฟสามารถทำได้หลายรูปแบบปรู๊ฟบนจอคอมพิวเตอร์ (Soft Proof) เหมาะสำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น เช่นการตรวจสอบตัวหนังสือ ข้อความ และการจัดวางองค์ประกอบ แต่ไม่สามารถตรวจสอบสีเนื่องจากจอคอมพิวเตอร์ใช้แสงในการแสดงผล
           - ระบบ Digital Proof นิยมใช้ตรวจสอบโดยรวมก่อนดารทำฟิล์มและ Plate การปรู๊ฟจริง เป็นการปรู๊ฟโดยใช้ Plate จริง หมึกและกระดาษจริงในการปรู๊ฟ การปรู๊ฟในรูปแบบนี้สีที่เห็นจะใกล้เคียงกับสีในงานพิมพ์มากที่สุด

2. ขั้นตอนการพิมพ์ (Press) โรงพิมพ์จะนำ Plate ที่ได้จากการแยกสีไปขึ้นแทนพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ระบบต่างๆ ที่นิยมที่สุดคือเครื่องพิมพ์ระบบออฟเซต

3. ขั้นตอนหลังการพิมพ์ (Post - Press) หลังจากงานพิมพ์เสร็จเรียบร้อยจะถูกส่งมาในขั้นตอนนี้ เพื่อทำการตัด เย็บเล่ม หรือทำส่วนของงานหลังการพิมพ์ต่างๆ เช่นขัดเงายูวี, เคลือบพลาสติก, ขึ้นรูปกล่อง และอื่นๆ


ที่มา : www.tinybookonline.com
การพิมพ์ระบบออฟเซท
     แผ่นแม่พิมพ์เป็นโลหะพื้นแบน แม่พิมพ์จะถ่ายทอดหมึกพิมพ์ผ่านลูกโม่ยาง และลูกโม่ยางจะถ่ายทอดหมึกพิมพ์ลงในแแผ่นกระดาษอีกทอดหนึ่ง แม่พิมพ์ระบบออฟเซทเป็นแม่พิมพ์ที่มีเม็ดสกรีนที่ละเอียดกว่าระบบเลสเตอร์เพส มากจึงสามารถพิมพ์ภาพและพิมพ์สอดสีได้ดีกว่า ระบบเลสเตอร์เพลส การพิมพ์ระบบนี้จะไม่ใช้ตัวพิมพ์เป็นตัว ๆ มาใช้เลย ปัญหาตัวพิมพ์สึกหรือหักจะไม่กิดขึ้นเลย จึงสามารถพิมพ์ได้เร็วและจำนวนมาก แต่การลงทุนขึ้นต้นของระบบนี้สูงกว่ามาก การพิมพ์ในระบบนี้จึงเหมาะสมสำหรับสิ่งพิมพ์ที่เป็นประเภทงานพิมพ์สอดสี สิ่งพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพสูงและจำนวนมาก การพิมพ์ภาพในระบบออฟเซทในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมาก คือมีแท่นพิมพ์คือตั้งแต่ขนาดเล็กที่ใช้ในสำนักงานจนถึงขนาดใหญ่ สามารถพิมพ์ได้เร็วมีทั้งพิมพ์ทีละสีจนถึงพิมพ์สี่สีจนถึงพิมพ์ 2 หน้าพร้อมกัน
 
คำศัพท์ทางการพิมพ์
 
เพลท
      แม่พิมพ์ ถ้าเป็นการพิมพ์ออฟเซ็ตแม่พิมพ์จะมีลักษณะเป็นแผ่นโลหะบางๆ เคลือบด้วยสารเคมีบางอย่าง จะเป็นสารอะไรบ้างคงไม่ต้องลงลึกถึงขั้นนั้น แต่ที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ต้นทุนในการทำแม่พิมพ์เป็นต้นทุนคงที่ ดังนั้นถ้าคุณพิมพ์ยอดน้อยๆ ก็ต้องทำใจว่า ต้นทุนต่อหน่วยค่อนข้างจะสูง

ใบชุด
      จำนวนสำเนาของใบเสร็จแต่ละชุด (รวมต้นฉบับ) คือเวลาพิมพ์ใบเสร็จ 1 เล่มจะมี
50 ชุด แต่ละชุดจะมีสำเนา ถ้าบอกว่าใบเสร็จ 4 ใบชุด หมายถึงใบเสร็จแต่ละชุด
(แต่ละเลขที่) จะมี สำเนา 3 ใบรวมต้นฉบับเป็น 4 ใบ

เจียน
      คือการตัดขอบกระดาษที่เผื่อไว้ในตอนพิมพ์ออก โดยปกติเวลาพิมพ์งานโรงพิมพ์จะพิมพ์กระดาษแผ่นใหญ่แล้วค่อยมาตัดแบ่งออกเป็นชิ้นงาน ตามขนาดที่ต้องการ

ไดคัท
      มีสองความหมายความหมายแรก คือการตัดขอบกระดาษแต่ไม่เหมือนกับการเจียน การเจียนจะตัดเป็นเส้นตรง ส่วนไดคัท เป็นการตัดขอบตามรูปทรงต่างๆ จะหยักจะโค้งอย่างไรก็ได้ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเจียนความหมายที่สอง คือการลบฉากหลังของภาพออก เช่น ถ่ายภาพบ้านจัดสรรมาแล้วฉากหลังไม่สวยงาม จึงลบฉากหลังออกเพื่อนำไปวางลงบนฉากหลังอื่น หรือไม่เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นฉากหลังขาว

พิมพ์กี่สี
      การนับจำนวนสี นับจากสีที่พิมพ์ ไม่นับสีของกระดาษ เช่นกระดาษพื้นมีชมพู พิมพ์สีดำ อย่างนี้เรียกพิมพ์ 1 สี ในงานพิมพ์อาจจะมีสีเทาอ่อน เทาแก่ก็นับเป็นสีเดียว เพราะเป็นการลดนํ้าหนักสี แต่หมึกที่ใช้เป็นหมึกสีดำ

กระดาษเคมี
      เป็นกระดาษสำหรับพิมพ์ใบเสร็จที่เขียนด้านบนแล้ว จะติดลงไปถึงแผ่นที่อยู่ด้านล่างด้วย โดยไม่ต้องใช้กระดาษคาร์บอน หรือจะเรียกว่ากระดาษก็อปปี้ในตัวก็ได้
 
การเตรียมไฟล์งานพิมพ
 
1.รูปภาพควรอยู่ในรูปแบบของ EPS หรือ TIF ในกรณีที่เป็นไฟล์มี Layer ต้องการให้ทางเราสามารถ แก้ไขงานในบางส่วน ควรทำการบันทึกงานไว้ใน รูปแบบงาน Photoshop ภาพงานที่นำมาพิมพ์ควรแปลงภาพให้เป็น Mode CMYK เพื่อที่สีของภาพจะได้ใกล้เคียงกับงานที่จะพิมพ์ออกมา

2.ความละเอียด ( Resolution ) ของรูปภาพควรอยู่ระหว่าง 200-350 dpi การที่รูปภาพมีความละเอียดน้อยจะทำให้ ความคมชัดของภาพนั้นๆ น้อยลงและถ้ามากจนเกินไป จะทำให้ไฟล์งานหนักเกินไป โดยที่ความละเอียดไม่ได้
มากขึ้นเท่าไร และถ้ามีการแปลงภาพ เช่น การหมุนภาพ ให้ทำการหมุนกลับภาพในโปรแกรม Photoshop จะดีกว่าไปทำในโปรแกรมจัดหน้า เช่น Pagemaker
 
3.การสร้างงานในแต่ละหน้า ควรที่จะทำพื้นที่ขอบของภาพ เพื่อเผื่อเจียนรอบด้านอย่างน้อย ด้านละ 3 mm. นั้นคือการเพิ่มด้าน ล่าง 3 mm. ด้านบน 3 mm. ด้านซ้าย 3 mm. ด้านขวา 3 mm.
 
4.สีต่าง ๆ เช่น Pantone อย่าลืมแปลงเป็น Mode CMYK ข้อสำคัญอย่าลืมบันทึก FONT หรือทำการ Create Outline มาให้ด้วย เพื่อที่จะไม่มีปัญหาในการเปิด ไฟล์งานจากเครื่องอื่นๆ (งานสีพิเศษควรทำเป็นสี Pantone มา)
 

*** SAVE งานทุกครั้ง อย่าลืม SAVE รูปภาพมาด้วยเสมอ***
 

การเข้าเล่ม
1. เข้าเล่มกาวหัว
      การเข้าเล่มแบบนี้ใช้สำหรับพวกใบเสร็จต่างๆ หรือไม่ก็สมุดฉีก ก็กระดาษโน้ต memo เป็นการเข้าเล่มสำหรับ
ให้ฉีกออกไปใช้โดยเฉพาะ วิธีการก็ง่ายมากเอากระดาษมาเรียงกันเป็นตั้ง แล้วเอากาวลาเท็กซ์ ทาที่ขอบด้านบน ที่สัน ตรงหัวกระดาษ จึงได้ชื่อว่าการเข้าเล่มแบบ "กาวหัว"

2. เข้าเล่มแบบไสกาว(ไสสันทากาว)
      ลองดูการเข้าเล่มของนิตยสาร พวกพ็อคเก็ตบุคส์ หนังสือเรียน ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้น เพราะราคาไม่แพง ความทนทานก็พอใช้ได้ แค่พอใช้ได้ นิตยสารเล่มหนา เปิดไปเปิดมาจะมีหน้ากระดาษหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ยิ่งเราพยายามกางหนังสือออกมากๆก็จะหลุดง่าย การเข้าเล่มแบบนี้กางหนังสือออกได้ไม่มาก พอปล่อยมือหน้ากระดาษจะดีดกลับ หุบเข้ามาเหมือนเดิม ถ้าเราขืนกางมากๆ (เช่น เวลาเอาไปถ่ายเอกสาร) พวกก็พาลหลุดซะเลย วิธีเข้าเล่มแบบไสกาว เขาจะนำกระดาษที่เรียง หน้าเป็นเล่มแล้ว มาไสด้านข้างให้เป็นขุยก่อนแล้วจึงทากาว
ที่ต้องไสสันก่อนก็เพื่อให้กาวแทรกซึมเข้าไปมากขึ้น การยึดติดก็จะดีขึ้น นั่นเป็นที่มาของคำว่า "ไสกาว")

3.การเข้าเล่มแบบเย็บอก หรือเย็บมุงหลังคา
      แบบนี้ง่าย นิยมใช้เย็บสมุดของนักเรียนนักศึกษา หรือหนังสือที่มีจำนวนหน้าน้อยๆ ไม่เกิน 60 หน้า หรืออย่างมากก็ 80 หน้า วิธีการก็คือ เอากระดาษทั้งเล่มมาเรียงกันแล้วพับครึ่งตามแนวตั้ง จากนั้นใช้ลวดเย็บกระดาษเย็บ เป็นอันจบพิธี

4.เข้าเล่มแบบเย็บกี่

      การเข้าเล่มแบบเย็บกี่นี่ทนสุดๆ กางออกได้มาก ลองดูพวก พจนานุกรม ดิคชันนารี สารานุกรม เล่มใหญ่ๆ จำนวนหน้ามากๆ บางเล่มเป็นพันหน้าก็มี เขาเข้าเล่มด้วยการเย็บกี่ทั้งนั้นแหละ วิธีการก็ยุ่งยากพอสมควร โดยเอากระดาษทั้งเล่มมาแยกออกเป็นส่วนย่อยหลายๆส่วน แล้วเย็บแยกแต่ละส่วนเป็นเล่มเหมือน เย็บอกในข้อสาม แต่ใช้ด้ายเย็บ จากนั้นเอาเล่มย่อยๆ มาร้อยรวมกันเป็นเล่มใหญ่อีกที แล้วจึงหุ้มด้วยปกอีกชั้น
 
การนับสี

     เราจะรู้ได้ยังไงว่า งานที่เราพิมพ์นั้นกี่สี บางคนที่ไม่ทราบวิธีนับสีก็จะตกใจ คิดว่ามีสี เยอะมากเป็นสิบเป็นร้อยสี กลัวราคาจะสูงเพราะว่าสีมีผลต่อราคาค่าพิมพ์ต่อหน่วยจริงๆ แล้ว การนับสีมีหลักการอยู่ว่า 1 เพลท คือ 1 สี อย่าเพิ่งตกใจ เพราะภาพหรืองานต่างๆ ที่เห็น จะใช้แค่ 4 เพลท หรือที่เขาเรียกกันว่างาน 4 สี นั้นเอง เคยเล่นผสมสีตอนเด็ก หลักการเดียวกัน แม่สี 3 สี และ สีดำอีกหนึ่งเป็น 4 ผสมกันวาดเป็นภาพเหมือนจริงได้คล้ายกัน แต่งานพิมพ์ก็จะมีสีพิเศษเพิ่มเข้ามา ตามความต้องการใช้งาน เช่นสีทอง สีเงิน ซึ่งเป็นสีพิเศษ ต้องเพิ่มเพลท นับเพิ่มให้เป็น 1 สี เรามาทำความเข้าใจกับการนับสี

พิมพ์ 1 สี
      การพิมพ์สีเดียวเป็นงานพิมพ์ที่เราเห็นกันทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นงานขาวดำเช่น หนังสือเล่มทั้งหลาย ตำราเรียน พ็อคเก็ตบุ๊คส์ แต่เป็นหน้าใน ไม่ใช่ปก แต่จริงแล้วงานสีเดียวจะพิมพ์สีอะไรก็ได้ เช่น แดง เหลือง หรือนํ้าเงิน และในสีที่พิมพ์นั้นก็เลือกความเข้มได้หลายระดับ ทำให้ดูเหมือนว่าพิมพ์หลายสีได้ เช่น พิมพ์สีแดงบนกระดาษขาว ถ้าพิมพ์จางๆ ก็จะได้สีชมพูเป็นต้น การพิมพ์ 1 สี มีต้นทุนตํ่าที่สุด ถ้ามีงบจำกัดก็เลือกพิมพ์สีเดียว

พิมพ์สีนํ้าตาลสีเดียว พิมพ์สีนํ้าเงินสีเดียว พิมพ์สีเขียวสีเดียว
สีขาวเป็นสีของกระดาษ พิมพ์นํ้าตาลสีเดียว
สีขาวเป็นสีของกระดาษ


พิมพ์หลายสี

      การพิมพ์สีเดียวอาจจะดูไม่น่าสนใจนัก ถ้าต้องการความสวยงามก็อาจจะต้องพิมพ์หลายสี เช่น พิมพ์ 2 สี หรือ 3 สี เป็นต้น ส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์ 2 สี เช่น ดำกับแดง หรือดำกับนํ้าเงิน หรือคู่สีอะไรก็ได้ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มจากพิมพ์สีเดียวขึ้นมาอีกบางส่วน เพราะโรงพิมพ์จะต้องเพิ่มแม่พิมพ์ตามจำนวนสี และต้องเพิ่มเที่ยวพิมพ์ตามไปด้วย

พิมพ์ 2 สี นํ้าตาลกับสีเขียว พิมพ์ 2 สี ฟ้ากับสีดำ
สีขาวเป็นสีของกระดาษ พิมพ์ 3สี ฟ้าดำและส้ม พิมพ์ 4 สี ฟ้า ดำ ส้มและแดง

พิมพ์สี่สี (แบบสอดสี)
      ถ้าต้องการพิมพ์ภาพที่มีสีสันสวยงาม เหมือนกับที่ตาเราเห็นก็ต้องพิมพ์สี่สีแบบสอดสี เรานิยมเรียกกันสั้นๆว่าพิมพ์ 4 สี การพิมพ์แบบนี้ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องการพิมพ์ มีกี่ร้อยกี่พันสี โรงพิมพ์ก็จะใช้วิธีพิมพ์สีหลักสี่สี แล้วมันจะผสมกันออกมาได้สารพัดสีตามที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าขั้นตอนยากกว่าสองแบบแรก ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าเพราะต้องใช้แม่พิมพ์ถึง 4 ตัว แล้วก็ต้องพิมพ์สี่รอบ สีที่ใช้พิมพ์เขาก็มีชื่อเรียกกัน สี่สีที่ว่าก็คือ ชมพู เหลือง ฟ้าและดำ ไม่น่าเชื่อว่า สี่สีนี้ผสมกันออกมา จะให้เป็นสีอะไรก็ได้ เป็นล้านสี พวกปกหนังสือ โปสเตอร์สวย หน้าแฟชั่นในนิตยสารก็ล้วนแต่พิมพ์สี่สีเป็นส่วนใหญ่

พิมพ์สี Magenta พิมพ์สี Yellow พิมพ์สี Cyan พิมพ์สี Black พิมพ์ทั้งสี่สี


พิมพ์สีพิเศษ
     
เช่นสีทอง ซึ่งมีหลายทอง แต่ละทองจะให้ความเงาและด้านต่างกัน สีเงิน มีเงินมันวาว เงินด้าน และสีพิมพ์พิเศษอื่นๆ อีกเช่นสีสะท้อนแสง ถ้าอยากได้งานดี งานสวยใช้สีพิเศษแล้วต้องยอมจ่ายเพิ่มอีกหน่อย...


credit by : http://www.tac-printing.com/Know%20how/count%20color.htm

ระบบการพิมพ์
1.ระบบออฟเซ็ต
      ระบบออฟเซ็ต เป็นระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด สมุดหนังสือ ใบปลิว โปสเตอร์ ใบเสร็จ ล้วนแต่พิมพ์ด้วย  ระบบนี้ทั้งนั้น เพราะพิมพ์ได้สวยงาม พิมพ์ภาพได้ดี พิมพ์สี่สีก็สวย เหมาะสำหรับงานที่ยอดพิมพ์สูงๆ ควรจะหลายพันหรือเป็นหมื่นขึ้นไปจึงจะคุ้ม เพราะแม่พิมพ์มีราคาแพง พิมพ์สิบใบก็ได้ แต่ราคาต่อใบจะสูงมาก
 
2.ระบบซิลค์สกรีน
      การพิมพ์ซิลค์สกรีนพิมพ์ภาพได้ไม้ค่อนดี เหมาะกับงานลายเส้น งานที่มียอดพิมพ์น้อย งานพิมพ์บนวัสดุที่พิมพ์ยาก เช่น สติกเกอร์ ไม้ แก้ว หนัง ผ้าและแผ่นซีดี นิยมใช้พิมพ์นามบัตรด้วย
เพราะนามบัตรยอดพิมพ์น้อย
 
3.การพิมพ์ดิจิตอล
      เป็นเครื่องพิมพ์ที่ได้พัฒนาให้มีความคมชัดและให้มีความ แพร่หลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องพริ้นเตอร์ใช้ทั่วๆ ไปหรือเป็นเครื่องดิจิตอลขนาดใหญ่ แต่ต้นทุนต่อแผ่นจะสูง แต่เหมาะกับงานพิมพ์ไม่กี่ใบ และสามารถสั่งพิมพ์ได้ง่าย อนาคตมีแนวโน้มในการพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้นและราคาถูกลง
 
ชนิดกระดาษ  
     การเลือกกระดาษ ควรมีความรู้ไว้ถึงไม่มากแต่ก็ควรรู้ เพราะต้องเลือกใช้ซึ่งกระดาษแต่ละตัวไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่ใช้พิมพ์เท่านั้น แต่มันหมายถึง ภาพลักษณ์ของตัวสินค้า เทรนของงาน เนื้องานที่ใช้ความหนา รวมถึงราคาต่อแผ่น ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าทั้งหมดนี้สำคัญต่อการเลือกใช้ เช่นกระดาษ มันควรเป็นงานโปรโมชั่น กระดาษด้านสำหรับสินค้าหลักๆ เพื่อให้อ่าน ตัวหนังสือง่าย ไม่มีเงาสะท้อน
 
 1.กระดาษอาร์ต
      กระดาษชนิดนี้เนื้อจะแน่น ผิวเรียบ พิมพ์งาน 4 สี ได้ดี ผลิตออกมาหลายแบบคือ
    
1.1 กระดาษอาร์ตมัน เนื้อกระดาษจะมันเรียบ พิมพ์งานได้ใกล้เคียงกับสีจริงคุณภาพกระดาษ ก็แตกต่างกันไปแล้วแต่มาตรฐานของผู้ผลิตด้วย กระดาษชนิดนี้เหมาะ สำหรับพิมพ์นิตยสาร แผ่นพับ โปสเตอร์ฯ สามารถเคลือบเงาได้ดี แกรม (น้ำหนัก) ของกระดาษมีดังนี้ คือ 85 แกรม, 90 แกรม, 100 แกรม, 105 แกรม, 120 แกรม , 130 แกรม, 140 แกรม, 160 แกรม
     1.2 กระดาษอาร์ตด้าน เนื้อกระดาษเรียบ แต่เนื้อไม่มัน พิมพ์งานสีจะซีดลงเล็กน้อย แต่สวยงาม คุณภาพกระดาษก็แตกต่างกันไปแล้วแต่มาตรฐานของผู้ผลิตด้วย กระดาษชนิดนี้เหมาะสำหรับ ใบปลิว แผ่นพับ หรือนิตยสาร (น้ำหนัก) ของกระดาษมีดังนี้ คือ 85 แกรม,
90 แกรม,100 แกรม, 105 แกรม, 120 แกรม , 130 แกรม, 140 แกรม, 160 แกรม
    1.3 กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้าเป็นกระดาษอาร์ตที่หนาตั้งแต่ 190 แกรมขึ้นไป เหมาะสำหรับพิมพ์งานโปสเตอร์ โปสการ์ด ปกหนังสือ หรืองานต่าง ๆ ที่ต้องการความหนา
       1.4 กระดาษอาร์ตการ์ด 1 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่มีความแกร่งกว่ากระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า หนาตั้งแต่ 190 แกรมขึ้นไป เหมาะสำหรับพิมพ์งานที่ต้องการพิมพ์แค่หน้าเดียว เช่น กล่องบรรจุสินค้าต่าง ๆ โปสเตอร์ โปสการ์ด ปกหนังสือ เป็นต้น
 
2. กระดาษปอนด์
    สังเกตง่าย ๆ เช่นกระดาษที่ใช้ถ่ายเอกสาร ใช้พิมพ์ 4 สี ได้ สำหรับท่านที่ต้องการงานราคาถูก แต่คุณภาพงานก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว งานที่ใช้กระดาษปอนด์ส่วนใหญ่ คือเอกสารสำนักงาน ใบปลิว แผ่นพับ
 
3. กระดาษปรู๊ฟ
      กระดาษปรู๊ฟ มีเนื้อกระดาษหยาบ สีน้ำตาล หรือขาวหม่น ฉีกขาดง่าย เหมาะสำหรับพิมพ์งานราคาถูก
 
4. กระดาษแบงค์
     กระดาษแบงค์เป็นกระดาษบางส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษสี ความหนาประมาณ 55 แกรม ขึ้นไป สำหรับพิมพ์บิล เอกสารสำนักงาน หรือใบปลิว
 
5. กระดาษแอร์เมล์
       เนื้อกระดาษบางประมาณ 38 แกรม สำหรับพิมพ์บิล แต่พิมพ์ยาก
 
6. กระดาษเคมี
    เป็นกระดาษเคลือบสารเคมี เหมาะสำหรับบิลต่าง ๆ สามารถเขียน ใบบนติดถึงใบล่าง และนิยมใช้มากขึ้น เพราะสะดวก แต่ราคาจะสูงกว่ากระดาษแอร์เมล์
 
7.กระดาษกล่องแป้ง
 
 
8.กระดาษพีวีซี
       คล้ายๆพลาสติก ฉีกขาดยาก ทนความชื้นได้ดีมาก นิยมใช้ทำนามบัตรหรืองานที่ต้องป้องกันความชื้นมากๆ
 
9. กระดาษอื่นๆ นอกจากนี้ใช้น้อยมาก
 

,มีข่าวอัพเดทเกี่ยวกับการอัพ FW iPhone มาฝากกันจากเว็บ iphonemod.net จ้า

ขอบคุณพี่ Mister X™ที่นำเรื่องดีๆมาให้เราประดับความรู้ไว้เพื่อใช้ในภายห้นา

ไปอ่านบทความพี่เขากันเลยค่ะ

v

V

V

V

itunes-logo

 

ใครอับเดด iTunes 9.1 แล้วใช้ Blackra1n ไม่ได้ตอนนี้ใช้ได้แล้วทำไงมาดู!!!

สำหรับเครื่องที่เจออาการดั่งรูปนี้นะครับ

00

วิธีการครับ

01

02

พิมใน Run ว่า

google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);

C:Program FilesCommon FilesAppleApple Application Support

แล้วกด ok

03

04

05

06

07

08

ลองดูครับ เครื่องผมสามารถทำได้ เครื่องใครทำได้ไม่ได้มาบอกกันหน่อยนะครับ
นั่งงมมานานพอควร กับไอวิธีนี้อะนะ 555+

By Mister X™